รีวิวเว้ย (2258) การอภิบาล (Governance) นับเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในแวดวงการบริหารงานภาครัฐและภาควิชาการสายสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะในสาขารัฐศาสตร์ นโยบายสาธารณะ และการจัดการภาครัฐ ซึ่งมีอิทธิพลทั้งในแง่ความรู้และการปฏิบัติ สำหรับการนำคำดังกล่าวมาใช้ในสังคมไทยกลับพบความไม่ลงรอยกันทั้งในแง่การถอดศัพท์และการให้ความหมาย โดยพัฒนาการของการอภิบาลในบริบทไทยนั้นมักถูกจำกัดขอบเขตและถูกนำไปปะปนกับแนวคิดเรื่อง "ธรรมาภิบาล" (Good Governance) ซึ่งเป็นผลมาจากการรับเอาแนวคิดตะวันตกมาปรับใช้และต่อยอดกับลักษณะเฉพาะของระบบราชการไทย (หรือกลายเป็นคำประเภท Buzz word ของทั้งภาควิชาการและภาคราชการ) แม้แนวคิดธรรมาภิบาลแบบไทยนี้จะช่วยสร้างความก้าวหน้าในระบบราชการผ่านการกำหนดกฎระเบียบและแผนงานต่าง ๆ แต่การที่ระบบราชการเป็นผู้ผูกขาดการกำหนดความหมาย องค์ประกอบ และตัวชี้วัดเสียเอง กลับส่งผลให้การพัฒนาการอภิบาลในรูปแบบอื่น ๆ เกิดความล่าช้า ซึ่งสร้างความกังวลต่อนักวิชาการว่ากรอบจำกัดดังกล่าวจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อการต่อยอดทางวิชาการและการแสวงหาเครื่องมือใหม่ ๆ ในทางปฏิบัติของสังคมไทยซึ่งแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อยู่ในปัจจุบัน

หนังสือ : ที่มาและที่ไปของความรู้การอภิบาล (Governance) ในสังคมไทย
โดย : เอกวีร์ มีสุข, ธีรพัฒน์ อังศุชวาล, วีระ หวังสัจจะโชค และ ชุติเดช เมธีชุติกุล
จำนวน : 284 หน้า
.
หนังสือเรื่อง "ที่มาและที่ไปของความรู้การอภิบาล (Governance) ในสังคมไทย" เป็นผลงานที่เรียบเรียงและปรับปรุงมาจากรายงานวิจัยในโครงการ "การพัฒนาองค์ความรู้พื้นฐานใหม่ด้านการอภิบาล (governance) ในทางสังคมศาสตร์ และนัยยะสำหรับโจทย์วิจัยเพื่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายสาธารณะในอนาคต" หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่าแนวคิด "Governance" หรือ "การอภิบาล" เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย แต่กลับมีความไม่ลงรอยกันในเชิงการถอดศัพท์ การให้ความหมาย และแนวทางการวิเคราะห์ในแวดวงสังคมศาสตร์ไทย โดยเฉพาะในวงการรัฐศาสตร์และการจัดการภาครัฐ จุดเริ่มต้นของงานชิ้นนี้เกิดจากการเล็งเห็นช่องว่างที่งานศึกษาในไทยจำนวนมากมักจำกัดการใช้แนวคิดนี้ให้เป็นเพียงเครื่องมือทางการบริหาร และเน้นเฉพาะเรื่อง "ธรรมาภิบาล" (Good Governance) เป็นสำคัญ
.
"ที่มาและที่ไปของความรู้การอภิบาล (Governance) ในสังคมไทย" ได้ตั้งคำถามถึงสถานะองค์ความรู้ที่ถูกปะปนกันระหว่าง "การอภิบาล" กับ "ธรรมาภิบาล" หนังสือชี้ให้เห็นว่าแนวคิดการอภิบาลในไทยมีพัฒนาการมาจากการรับเอาแนวคิดจากโลกตะวันตกมาต่อยอดกับระบบราชการ จนเกิดเป็น "ธรรมาภิบาล" แบบไทย สิ่งนี้สร้างความก้าวหน้าในระบบราชการ สะท้อนผ่านการมีกฎระเบียบ แผนงาน ปริมาณงานวิชาการ และการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษา อย่างไรก็ตาม การยึดติดกับความหมาย องค์ประกอบ และตัวชี้วัดที่ฝ่ายราชการเป็นผู้กำหนดนั้น กลับทำให้การพัฒนาการอภิบาลแบบอื่น ๆ เกิดความล่าช้า
.
เพื่อแก้ปัญหานี้ "ที่มาและที่ไปของความรู้การอภิบาล (Governance) ในสังคมไทย" ได้ปูพื้นฐานทางทฤษฎีอย่างแน่นหนา โดยในบทที่ 1 ได้พยายามศึกษาถึงทฤษฎีและแนวคิดที่หลากหลายของการอภิบาลจากการศึกษาในต่างประเทศ จากนั้นในบทที่ 2 ได้นำเสนอการแบ่งประเภทแนวคิดการอภิบาลออกเป็นมิติต่าง ๆ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่แนวคิดการอภิบาลกับสังคมศาสตร์สมัยใหม่ การอภิบาลในกรอบทฤษฎีเสรีนิยมใหม่ ทฤษฎีสถาบัน ทฤษฎีรัฐ ไปจนถึงทฤษฎีการตีความ การแบ่งมิติและหมวดหมู่ทฤษฎีเหล่านี้ช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพความกว้างขวางของแนวคิดดังกล่าวได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
.
ส่วนที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการวิเคราะห์บริบทไทยอยู่ในบทที่ 3 ถึงบทที่ 5 โดย "ที่มาและที่ไปของความรู้การอภิบาล (Governance) ในสังคมไทย" ได้สำรวจสถานะความรู้จากการวิจัย วิทยานิพนธ์ และการจัดการศึกษาในไทย รวมถึงสำรวจการพัฒนาแนวนโยบาย กฎหมาย และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการอภิบาลในภาคอุดมศึกษาและภาครัฐ นอกจากนี้ "ที่มาและที่ไปของความรู้การอภิบาล (Governance) ในสังคมไทย" ยังสะท้อนความกังวลของนักวิชาการและผู้ขับเคลื่อนงานในบทที่ 5 ว่าการผูกขาดความหมายโดยระบบราชการอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อการต่อยอดทางวิชาการและการหาแนวคิดรวมถึงเครื่องมือใหม่ ๆ ในทางปฏิบัติ
.
ความน่าสนใจอีกประการของ "ที่มาและที่ไปของความรู้การอภิบาล (Governance) ในสังคมไทย" คือกระบวนการจัดทำหนังสือ ซึ่งได้ปรับปรุงจากต้นฉบับงานวิจัยเดิมให้มีความทันสมัยมากขึ้น มีการเพิ่มเติมข้อมูลการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบและงานวิชาการใหม่ ๆ ตัดส่วนวิธีการวิจัยที่เคร่งครัดตามแบบฉบับรายงานวิจัยออก และเพิ่มเชิงอรรถอธิบายความเพื่อช่วยให้ผู้อ่านเชื่อมโยงเนื้อหาระหว่างบทได้ดีขึ้น คณะผู้วิจัยยังตระหนักดีว่าความหลากหลายทางความคิดจากศาสตร์อื่น ๆ จะช่วยสร้างความรุ่มรวยต่อการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ และช่วยสร้างเครื่องมือที่จำเป็นต่อการปฏิบัติจริง
.
"ที่มาและที่ไปของความรู้การอภิบาล (Governance) ในสังคมไทย" ได้นำเสนอ "สู่พรมแดนความรู้ใหม่ด้านการอภิบาล" ในบทที่ 6 เพื่อสังเคราะห์โจทย์วิจัยเรื่องการอภิบาลในอนาคต โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับแนวคิด "การอภิบาล" ของไทยให้สามารถไปสนทนากับแวดวงวิชาการระดับนานาชาติได้มากขึ้น และขยายมุมมองเพื่อตอบโจทย์การพัฒนา และพัฒนาการของวงวิชาการในประเทศ
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in